English

สิ่งก่อสร้างภายในวัดมาบจันทร์

เริ่มจากเริ่มจากปักกลดภาวนา

ปลายปี พ.ศ. ๒๕๒๗ หลังจากออกพรรษา วันที่ ๒๘ พฤศจิกายน พระอาจารย์อนันต์และพระเพื่อนได้เดินทางมาที่จังหวัดระยองตามคำนิมนต์ของ ญาติโยมเพื่อแสวงหาที่วิเวก ณ บริเวณเขายายดา อันเป็นพื้นที่ป่าดิบชื้น เต็มไปด้วยแมกไม้นาๆ พรรณ สัตว์ป่านาๆ ชนิด มีความสงบวิเวกเหมาะแก่การภาวนา ซึ่งเป็นสถานที่ที่พระอาจารย์อนันต์ได้ปักกลดภาวนา ณ สถานที่แห่งนี้ และนับเป็นจุดเริ่มของการสร้างสำนักสงฆ์สุภัททะบรรพต

ศาลาหลังแรก

ศาลาหลังแรกของสำนักสงฆ์สุภัททะบรรพตเป็นศาลาชั้นเดียวแบบเปิดโล่ง ใช้เสาไม้ยูคิลิปตัส เทพื้นด้วยปูนบางๆ หลังคามุงหญ้าคา ขนาด ๘x๑๒ เมตร สูง ๔ เมตร เพื่อใช้เป็นสถานที่ฉันภัตตาหาร ทำวัตรเช้า วัตรเย็น ลงพระปาฏิโมกข์ในช่วงตลอดพรรษาแรก ปี พ.ศ. ๒๕๒๘ บางครั้งเมื่อมีลมแรงๆ ศาลาโยกโคลง พระและโยมต้องช่วยกันจับต้นเสาเอาไว้

ศาลาหอฉันหลังต่อมา (ปัจจุบันใช้เป็นศาลาพิพิธภัณฑ์)

เมื่อสำนักสงฆ์สุภัททะบรรพตเป็นที่รู้จักกันมากขึ้น ศรัทธาชนผู้เข้าวัดเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง ทางสำนักสงฆ์จึงจำเป็นต้องก่อสร้างอาคารที่มีความคงทนถาวร และรองรับโยมให้ได้มากยิ่งขึ้น ศาลาหลังใหม่จึงถือกำเนิดขึ้น

ศาลาหลังที่สองถูกสร้างขึ้นและเสร็จเมื่อปลายปี พ.ศ.๒๕๒๘ เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก ๒ ชั้น ขนาด ๑๒x๑๖ เมตร ชั้นบนใช้เป็นสถานที่ ฉันภัตตาหาร ทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็น ลงพระปาฏิโมกข์ และมีห้องพักสำหรับภิกษุอาพาธ ส่วนชั้นล่างใช้เป็นโรงครัว

การสร้างเสนาสนะอันเป็นศาสนสถานของสำนักสงฆ์ จะเน้นความสำคัญของการใช้ประโยชน์ สามารถใช้สอยพื้นที่ได้หลายรูปแบบ ประหยัด คงทนถาวร สะอาดตา ดูแลรักษาง่าย และเป็นระเบียบเรียบร้อยตามแบบวัดป่าที่มีความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย

ศาลาโพธิญาณ

เมื่อพระภิกษุสามเณรมาจำพรรษามากขึ้นศาลาหอฉันที่สร้างในปีพุทธศักราช ๒๕๒๘ ใช้งานมาได้หลายปีก็เริ่มคับแคบ อีกทั้งพื้นที่วัดเป็นป่าเขา พระเณรต้องเดินเท้าขึ้นลงวันละหลายๆ รอบเป็นระยะเวลาพอสมควร จึงได้มีการสร้างศาลาอเนกประสงค์ขึ้นใหม่ในปีพุทธศักราช ๒๕๓๒ ให้ชื่อว่า ศาลาโพธิญาณ

ศาลาโพธิญาณนี้เหมาะจะเป็นที่รวมสงฆ์อีกจุดหนึ่ง เป็นอาคารแบบ ๒ ชั้น ขนาด ๑๖ x ๒๔ เมตร พี้นที่ชั้นบนโดยรอบมีแนวระเบียงด้านละ ๔ เมตร สามารถเดินได้รอบ ชั้นบนนี้ใช้เป็นที่สวดมนต์ทำวัตรเย็น ปฏิบัติสมณกิจ เช่น เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา ภายในประดิษฐานพระพุทธรูป ซึ่งถือเป็นพระพุทธรูปหล่อองค์แรกของวัดมาบจันทร์ สร้างในปีพุทธศักราช ๒๕๓๒ ส่วนชั้นล่างของศาลาโพธิญาณเป็นที่เก็บกักน้ำฝนเพื่อใช้ภายในวัด และยังมีห้องสมุด ห้องพัสดุ ห้องยา รวมทั้งตู้บรรจุโครงกระดูกเพื่อให้พระเณรได้พิจารณากรรมฐาน

ศาลาหอฉันปัจจุบัน

เมื่อมีศรัทธาญาติโยมเข้ามาทำบุญ และพักปฏิบัติธรรม อีกทั้งจำนวนพระเณรที่มีมากขึ้นทุกปี ศาลาหอฉันหลังเดิมที่ใช้ร่วมประชุม ในงานพิธีต่างๆ ก็คับแคบลง จึงได้สร้างศาลาอเนกประสงค์ ขึ้นเป็นศาลาคอนกรีตเสริมเหล็กสองชั้นขนาด ๑๖x๒๐ เมตร สร้างเสร็จในปี ๒๕๓๖ โดยชั้นบนใช้เป็นที่รวมประชุมในงานพิธีต่างๆ และเป็นที่ฉันภัตตาหารแทนศาลาหอฉันเดิม (ศาลาหอฉันหลังเดิมต่อมากลายเป็นที่พักโยม) ชั้นล่างทำเป็นถังเก็บน้ำฝนขนาด ๔x๑๒ เมตร ใช้สำหรับจ่ายน้ำในส่วนบริเวณวัดที่อยู่ด้านล่างทั้งหมด มีห้องโถง ห้องพยาบาลและห้องพักโยม และได้สร้างที่พักสำหรับโยมผู้หญิงขึ้นอีก ๑ หลัง ขนาด ๔x๘ เมตร และสร้างกุฏิพระ-เณรขึ้นอีกหลายหลัง

ปัจจุบันศาลาหอฉันหลังเก่าได้ใช้เป็นศาลาพิพิธภัณฑ์ โดยได้มีการจัดสถานที่ ให้มีสภาพบรรยากาศคล้ายกับเมื่อคราวที่เป็นศาลาหอฉันหลังเดิม เพื่อให้ญาติโยมได้ศึกษาถึงสภาพความเป็นอยู่ในยุคแรกของการสร้างศาสนสถาน

กุฏิพระ

กุฏิที่สร้างขึ้นหลังแรก เป็นกุฏิไม้ชั้นเดียว หลังคามุงกระเบื้องขนาด ๒x๓ เมตร ซึ่งท่านพระอาจารย์อนันต์ ได้อาศัยอยู่จำพรรษาในพรรษาแรก ปัจจุบันยังคงอยู่เป็นอนุสรณ์

ไม่เพียงแต่จะมีศาลาเพิ่มขึ้น กุฏิพระก็จำเป็นต้องขยายจำนวนด้วยเช่นกัน จากที่เคยมี ๕ หลัง เมื่อครั้งเริ่มต้น เป็นกุฏิทรงไทยชั้นเดียวบ้าง ยกพื้นสูงบ้าง กุฏิ ๒ ชั้นบ้าง เรียงรายอยู่โดยรอบบริเวณวัด

ภายหลังเมื่อมีพระอาวุโสพรรษามากๆ มาพักปฏิบัติภาวนา จึงได้จัดสร้างกุฏิที่พักพระเถระเป็นแบบคอนกรีตถาวรขึ้น เป็นอาคาร ๒ ชั้น ยกพื้นสูง ทั้งนี้ได้จัดสร้างตามกำลังศรัทธาของญาติโยม ปัจจุบันมีกฏิพระกว่า ๖๐ หลัง

บางกาลบางเวลาที่เหมาะสม ท่านพระอาจารย์อนันต์จะนำพระเณรปักกลดในป่าโดยรอบวัด เจริญรอยตามองค์หลวงปู่ชาที่เคยนำพระเณรปักกลดภาวนา ถือรุกขมูลเป็นวัตรปฏิบัติ

อุโบสถ

อุโบสถเป็นสถานที่สำคัญของวัด เป็นสถานที่ใช้ประกอบสังฆกรรมสำหรับพระภิกษุสงฆ์เช่น การลงพระปาฏิโมกข์ หรือการร่วมฟังพระวินัยของสงฆ์ทุกกึ่งเดือน, ใช้ประกอบพิธีอุปสมบท ซึ่งถือว่าเป็นที่กำเนิดพระสมมติสงฆ์และพระอริยสงฆ์ เพื่อทำหน้าที่ในการสืบอายุพระศาสนา และยังใช้เป็นที่รวมประชุมของพระและญาติโยมในการสวดมนต์ทำวัตรเย็น ฟังธรรม ปฏิบัติธรรม รวมทั้งการประกอบพิธีกรรมในวันสำคัญต่างๆ และถือว่าเป็นอุโบสถหลังแรกแห่งวัดสาขาของวัดหนองป่าพงในภาคตะวันออก ซึ่งสามารถใช้เป็นศูนย์รวมในการประกอบสังฆกรรม หรือพิธีกรรมต่างๆ ของสาขาวัดหนองป่าพงในภาคตะวันออกทั้งหมดเพื่อความสะดวกในการเดินทาง

สถาปนิกได้ออกแบบอุโบสถตามแนวความคิดของท่านพระอาจารย์อนันต์ ทำให้ได้แบบอุโบสถเป็นสถาปัตยกรรมทรงไทยประยุกต์ ๒ ชั้น โดยลดระดับตามแนวของชั้นเขา มีขนาด ๑๘ x ๓๒ เมตร สูง ๑๘ เมตร หลังคา ๓ ชั้น ซุ้มหน้าต่างอุโบสถเป็นรูปกลีบดอกบัวอยู่รายรอบ ด้้านล่างมีสระนํ้าเป็นรูปใบบัว ๒ สระ (ภายหลังประมาณปี พ.ศ.๒๕๕๗ ได้เปลี่ยนเป็นสวนญี่ปุ่นทั้ง ๒ แห่ง) พื้นที่ส่วนด้านข้างบันไดโบสถ์จัดเป็นสวนหย่อม โดยพื้นที่นี้เปรียบเสมือนใบบัว ภายในอาคารพระอุโบสถสามารถบรรจุคนได้ประมาณ ๕๐๐ คน การตกแต่งจะใช้วัสดุที่เน้นความเรียบง่าย ประหยัด รักษาความสะอาดง่าย

อุโบสถนี้มีความสวยงามแปลกตา มีรูปร่างลักษณะคล้ายเรือสำเภา ซึ่งถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดระยอง และเป็นปริศนาธรรมอันแสดงถึง ยานพาหนะที่จะใช้ขนสัตว์โลก ให้ข้ามพ้นบ่วงแห่งวัฏสงสาร ไปสู่แดนแห่งนิพพานอันเป็นดินแดน แห่งความสงบเย็น

เนื่องจากรูปแบบการตกแต่งที่เรียบง่าย จึงทำให้ประหยัดงบประมาณในการก่อสร้าง คาดว่างบประมาณที่ใช้ในการก่อสร้างอุโบสถ ทั้งสิ้นประมาณ ๙ ล้านบาทเศษ โดยเริ่มตอกเสาเข็มเมื่อวันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๓๙ และประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๑ ซึ่งตรงกับวันมาฆบูชา โดยมีพระเทพเวที (ประกอบ ธมฺมเสฏโฐ) เจ้าคณะภาค ๑๓ เป็นประธาน

พระนาคปรก พระประธานของพระอุโบสถ

ภายในอุโบสถทรงไทย ๒ ชั้นของวัดมาบจันทร์ที่สร้างขึ้น เป็นที่ประดิษฐานของพระประธานซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางนาคปรก โดยทำพิธีหล่อในวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๔๒ โดยมีสมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดสระเกศ เป็นประธานในพิธี

สำหรับพระปางนาคปรกนี้ มีตำนานเล่าขานกันว่าภายหลังพระมหาโพธิสัตว์ที่ได้สำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงเสวยวิมุติสุข (ความสุขอันเกิดจากการหลุดพ้นในห้วงวัฏสงสาร) เป็นเวลา ๗ สัปดาห์ ในสัปดาห์ที่ ๖ นั้นพระพุทธองค์ทรงประทับอยู่ที่ใต้ต้นจิก

ในช่วงสัปดาห์นั้นมีลมพายุฝนฟ้าคะนองหนัก พญานาคนามว่ามุจจรินท์ บำเพ็ญบารมีเป็นพระโพธิสัตว์ ปรารถนาพระพุทธภูมิ ได้มาแผ่พังพานโอบล้อมปกปักษ์ระวังภัยนานานับประการถวายแด่พระพุทธองค์ มิให้เกิดอันตรายจากสิ่งทั้งปวงเป็นเวลา ๗ วัน จึงเป็นประวัติที่มาของพระปางนาคปรก

ลักษณะพระปางนาคปรกภายในพระอุโบสถวัดมาบจันทร์ องค์ประทับนั่งขัดสมาธิเพชร เฉพาะองค์พระได้รับแบบมาจากพระพุทธรูปปางปฐมพระเทศนา ซึ่งถือว่าเป็นพระพุทธรูปที่งามที่สุดในโลก นอกจากนี้ยังมีพระพักตร์ที่ผ่องใสอิ่มเอิบสวยงาม พระโอษฐ์แย้มน้อยๆ เบิกพระเนตร พระเกศาเวียนประทักษิณ พระเกตุขดกลมบนพระเศียร จีวรห่มคลุมเป็นจีบพับพันรอบพระศอ พาดเต็มด้านหลังทั้งซ้ายและขวา หน้าตักกว้าง ๘๙ นิ้ว หรือ ๒.๒๔ เมตร สูง ๒.๘ เมตร ขนาดฐานพญานาคกว้าง ๓.๓ เมตร สูง ๖.๖ เมตร มี ๗ เศียร

หลังจากประกอบพิธีเททองหล่อพระ เมื่อวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๔๒ พระประธานประดิษฐานในอุโบสถเมื่อวันอาสาฬหบูชา ปี พ.ศ. ๒๕๔๔

บทส่งท้าย

นับตั้งแต่การเริ่มก่อตั้งวัดมาบจันทร์ พระอาจารย์อนันต์ได้สร้างศาสนบุคคลควบคู่กับศาสนวัตถุ ยึดมั่นคำสอนหลวงปู่ชาที่ว่า “ให้พระสร้างคน แล้วคนก็จะมาสร้างวัดเอง” วัดมาบจันทร์จึงเจริญด้วยเสนาสนะมาตามลำดับ ทั้งหมดนี้เกิดจากศรัทธาของญาติโยมทุกคนที่ได้สละทรัพย์มากบ้าง น้อยบ้าง ไม่มีแบ่งชนชั้นวรรณะ ศรัทธามีในบุคคลใด บุคคลนั้นถือว่ามีทรัพย์อันประเสริฐไว้กับตัว ดังท่านพระอาจารย์เคยสอนไว้ว่า

“ในการที่ศรัทธาญาติโยมทุกๆ คนที่ได้มาช่วยกันสร้างถาวรวัตถุ สร้างวัดภายนอก จะเป็นกุฏิ วิหาร ศาลา ตลอดจนวัตถุก่อสร้างทั้งหลาย เพราะอาศัยศรัทธาญาติโยมทุกๆ คน วัดนี้จึงไม่ใช่ว่าบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นคนสร้าง ไม่ใช่คนรวยสร้าง คนจนสร้าง แต่ว่า คนที่มีจิตศรัทธาทุกคนนั่นแหละ มีจิตศรัทธาบริจาคทรัพย์ คนละเล็กคนละน้อย ตามกำลังศรัทธา ด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์มาสร้างถาวรวัตถุเอาไว้ เพราะว่าคนรวยมากๆ ไม่ทำบุญก็มี หรือคนที่จนอยู่แล้วไม่ทำทานก็มี แต่ว่าคนที่มีศรัทธานั่นแหละ จึงเป็นคนที่มีทรัพย์ในทางพระพุทธศาสนา จึงเป็นอริยทรัพย์ ซึ่งจะชักนำให้พวกเราทุกๆ คน ได้มาทำความดีไว้ในจิตใจ”